เกษตรชัยภูมิ ชวนชาวไร่นำใบอ้อยทำปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดินและเป็นการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดฝุ่นpm2.5


เกษตรชัยภูมิ ชวนชาวไร่นำใบอ้อยทำปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดินและเป็นการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดฝุ่นpm2.5

วันที่ 18 มีนาคม 2568  ณ บ้านซับถาวรพัฒนา ม.17 ต.วะตะแบก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมนำใบอ้อยทำปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดินและเป็นการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดฝุ่นpm2.5  โดยมีพ.อ.อ.พีระพงษ์ ภักดีรักษา พัฒนาการอำเภอเทพสถิต นายกิจติชัย ขาวกลาง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยองค์การบริหารส่วนตำบลวะตะแบก นายธนพล แก้วจุรัตน์ ประมงอำเภอบำเน็จณรงค์ นายวันเฉลิม ทศลา นักวิชาการสาธรณสุข ตัวแทน สาธารณสุขอำเภอเทพสถิต เกษตรกรในพื้นที่ และส่วนราชการร่วมกิจกรรม สำหรับวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมเพื่อสาธิตและสร้างการรับรู้ในการจัดการเศษวัสดุในแปลงเกษตรอย่างถูกวิธี ไม่เผาเศษวัสดุในแปลงเกษตร อันเป็นการสร้างปัญหาฝุ่นละออง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนทั่วไป

นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า อ้อยโรงงานเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ อันดับที่ 3 ของประเทศไทย ในปีการผลิต 2566/2567 อำเภอเทพสถิตมีพื้นที่ปลูกประมาณ 20,527 ไร่ ปัญหาในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ส่งผลกระทบในวงกว้างในขณะนี้คือ การเผาในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าไม้ การเผาก่อให้เกิดเป็นฝุ่นควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือที่รู้จักในชื่อฝุ่นPM2.5 อันมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนทั่วไปอย่างมาก และเป็นปัญหาเรื้อรังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วงการเก็บเกี่ยวอ้อยเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีตัดอ้อยสด แต่ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ใช้วิธีเผาใบอ้อยก่อนตัด และหลังจากตัดอ้อยเสร็จจะมีเศษซากใบอ้อยที่ประกอบด้วยส่วนของใบ กาบใบ และยอดอ้อยที่เหลือจากการตัดอ้อยในแปลง มีน้ำหนักของเศษวัสดุรวมประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนเผาเศษซากใบอ้อยหรือไม่ก็ดันไปทิ้งนอกแปลงลงไปในลำห้วย ส่งผลให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือฝุ่น PM2.5 และบางส่วนก็ทำให้น้ำเน่าเสียและทับถมอุดตันทางน้ำในลำห้วยสาธารณะ

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในแปลงเกษตรนั้น เกษตรกรบางรายยังใช้วิธีการเผา เพราะเห็นว่าสะดวก รวดเร็ว ทำให้ไถง่าย แต่ขาดความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อม เกิดความขัดแย้งในสังคมระว่างเกษตรกรที่อ้างเหตุผลในการเผาเศษวัสดุเกษตร กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันพิษ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแนวทางในการจัดการเศษซากวัสดุทางการเกษตรไว้ ได้แก่ การไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบควรทำควบคู่ไปกับการใช้สารอินทรีย์ หรือ “น้ำหมักชีวภาพ” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายให้เป็นปุ๋ย ซึ่งจะทำให้โครงสร้างดินดี เพิ่มอินทรียวัตถุและเพิ่มผลผลิต การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ด้วยการนำเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งในแปลงมาผลิตใช้เอง เป็นการลดต้นทุน และช่วยปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ การใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น การนำเปลือกข้าวโพดมาหมักเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโค หรือการอัดฟางข้าวเป็นก้อนเพื่อนำไปเป็นอาหารโคกระบือ การนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น ฟางข้าว ยอดและใบอ้อย เปลือกและซังข้าวโพด ถือเป็น ชีวมวล (Biomass) สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกได้ เช่น นำมาอัดแท่งเพื่อใช้ในครัวเรือน การทำปุ๋ยหมักจากเศษใบอ้อยก็เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในแปลง อนุรักษ์ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี และลดค่าเคลื่อนย้ายปุ๋ยอินทรีย์จากภายนอกมาใส่แปลงได้อีกด้วย
 
อย่างไรก็ตาม การเผาในพื้นการเกษตรก็มีความผิดตามกฎหมายหลายมาตรา เช่นประมวลกฎหมายอาญา, พรบ.จราจรทางบก, พรบ.การสาธารณสุข, พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, พรบ.ป่าไม้, พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ, และ พรบ.อุทยานแห่งชาติ มีโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท จนถึง 2 ล้านบาทแล้วแต่มาตรา และมีโทษจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ กิจกรรมสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบอ้อย ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาคเกษตร 


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar